โป๊กเกอร์ (POKER)

   โป๊กเกอร์ เป็นเกมไพ่ที่มีคนเล่นมากที่สุดในโลก โป๊กเกอร์เป็นทั้งการพนันและกีฬา  เพราะในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์มีทั้งเรื่องของ ดวงจิตวิทยา, ความเป็นไปได้ และความสามารถในการตัดสินใจที่มีผลต่อการแพ้-ชนะสูง

   ปัจจุบันในยุโรปและอเมริกามีผู้เล่นโป๊กเกอร์เป็นอาชีพจำนวนมาก และมีการจัดการแข่งขันโป๊กเกอร์รายการใหญ่ ที่ชื่อว่า เวิลด์ซีรีส์ ผู้ได้แชมป์ของโป๊กเกอร์รายการนี้ จะได้รับสร้อยข้อมือเวิลด์ซีรีส์ และเงินรางวัลไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 30 ล้านบาท)

ประวัติความเป็นมาของ โป๊กเกอร์ (POKER)

     โป๊กเกอร์ยังไม่มีหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่าประเทศอะไรเป็นคนคิดค้นเกมไพ่โป๊กเกอร์ แต่เชื่อกันว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองจีน ที่เป็นต้นกำเนิดของเกมคาสิโนหลายๆเกม แต่ราวๆ ศตวรรษที่ 15 มีหลักฐานที่ใกล้เคียงว่าฝรั่งเศส เป็นต้นกำเนิดของเกมไพ่ชนิดนี้ เพราะมีเกมไพ่ที่มีการเล่นคล้ายโป๊กเกอร์ ในชื่อว่า “Pogue”  

   ราวๆ ศตวรรษที่ 17 เกมไพ่ที่มีการเล่นคล้ายโป๊กเกอร์ในปัจจุบัน ได้ถูกเผยแพร่ไปยังประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา และได้รับความนิยมมาก โดยเริ่มที่เมือง นิวออลีน ก่อน และตามด้วยเมืองอื่นๆ ในสหรัฐฯและแคนาดา โดยในตอนนั้นเป็นทหารที่ว่างจากการรบในช่วงสงครามโลก นิยมเล่นกัน หลังปี ค.ศ. 1834 นาย โจนาธาน กรีน ชาวอเมริกัน ได้เปลี่ยนชื่อเกมเป็นชื่อ “โป๊กเกอร์” และได้รับความนิยมและใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน

วิธีเล่นโป๊กเกอร์แบบ Step-by-step

  1. ก่อนเริ่ม – ผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่ง Big blind(BB) และ Small blind(SB) ต้องลงเงินเดิมพันขั้นต่ำตามที่เกมกำหนด
  2. รอบที่ 1 – เกมแจกไพ่ให้ผู้เล่นทุกคน วนตามตำแหน่งจาก  Big blind(คนแรก) วนวนตามเข็มนาฬิกาไปจนถึง Dealer(คนสุดท้าย) ผู้เล่นทุกคนจะได้ไพ่คนละ 2 ใบ เรียกว่าไพ่โฮล 
  3. รอบที่ 2 – ผู้เล่นเริ่มการเดิมพันครั้งที่ โดยเริ่มที่ตำแหน่ง Big blind, ผู้เล่นทุกคนจะมี 4 ตัวเลือก คือ Call(ตาม), Check(ผ่าน), Raise(เกทับ) และ Fold(หมอบ) 
  4. รอบที่ 3 – เกมจะทำการจั่วไพ่จากสำรับ 3 ใบ และหงายที่กลางโต๊ะ เรียกว่า Flob ผู้เล่นสามารถนำไพ่ทั้ง  3 มาเรียงกับไพ่ในมือให้ได้ไพ่ที่ดีที่สุด, จากนั้นเกมจะให้เปิดเดิมพันอีกครั้ง วนรอบโต๊ะเริ่มที่ตำแหน่งเดิม
  5. รอบที่ 4 – เกมจะทำการจั่วไพ่จากสำรับ อีก 1 ใบ เรียกว่า Turn ผู้เล่นสามารถนำไพ่ทั้ง 4 ใบที่เรียงอยู่บนโต๊ะมาเรียงกับไพ่ 2 ใบของตัวเองเพื่อให้ได้ไพ่ที่ดีที่สุด  หลังจากนั้นเกมจะให้เปิดเดิมพันอีกรอบ ผู้เล่นจะมี 4 ทางเลือกเหมือนเดิม
  6. รอบที่ 5 (รอบสุดท้าย) – เกมจะจั่วไพ่จากสำรับอีก 1 ใบ เป็นใบสุดท้าย เรียกว่า River และจะทำให้มีไพ่หงาย 5 ใบวางอยู่บนโต๊ะให้ผู้เล่นนำมาเรียงกับไพ่ 2 ใบของตัวเองเพื่อให้ได้รูปแบบไพ่ที่ดีที่สุดในเกม และเกมจะเปิดการเดิมพันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย

 โดยในรอบสุดท้ายนี้ ผู้เล่นยังไม่ได้ Fold(หมอบ) ต้องวัดไพ่กันว่าใครจะมีรูปแบบไพ่ที่ดีกว่ากัน ผู้ที่มีไพ่แต้มสูงกว่าจะได้รับเงินกองกลาง หรือที่เรียกว่า Pot ไป แต่ในเกมโป๊กเกอร์ผู้เล่นสามารถหลอกล่ออีกฝั่งได้โดยการลักไก่ ที่เรียกว่า Bluff วิธีการเล่น คือ ลงเงินเกทับที่จำนวนมากๆ หรือ ลงหมดตัวที่มี ที่เรียกว่า All-in เพื่อขู่และหลอกทำเหมือนว่าตัวเองมีไพ่ที่ดีสุดๆ ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าสู้ตาม ด้วยการลงเงินตามจำนวนที่เกทับไว้ หรือ ไม่กล้าลงแบบ All-in ตาม ผู้เล่นที่ถือว่าลักไก่ได้สำเร็จ และจะได้เงินกองกลางไป ถ้าลักไก่สำเร็จ ทั่งสองคนจะไม่ได้เห็นไพ่ของอีกฝ่าย การจะขอดูไพ่ได้นั้นต้องลงเงินตามเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ได้เห็นไพ่

  1. จบเกม – ผู้เล่นเปลี่ยนตำแหน่งกันเมื่อจบแต่ละตา โดยหมุนตามเข็มนาฬิกา

 การลำดับไพ่จาก มาก น้อย ในเกมโป๊กเกอร์

 รอยัลสเตรทฟลัช (Royal Straight Flush)

ไพ่ที่ประกอบด้วย A , K , Q , J , 10 และมีดอกเดียวกัน 

  สเตรทฟลัช หรือเรียงสี (Straight Flush)

คือไพ่ 5 ใบ ที่เรียงลำดับกัน และมีดอกเดียวกัน

 โฟร์การ์ด (Four of a kind)

ไพ่ที่มีแต้มเท่ากัน 4 ใบ เช่น 55556

ฟูลเฮ้าส์ หรือ ตองคู่ (Full House)

คือการมีไพ่ตอง และคู่ 

ฟลัช หรือสี (Flush)

ไพ่ที่มีดอกเหมือนกัน 5 ใบ ถ้าผู้เล่นมีฟลัชทั้งคู่ ให้ดูที่ไพ่ใบที่มีแต้มสูงที่สุด

 สเตรท หรือเรียง (Straight)

ไพ่ที่มีแต้มเรียงกัน 5 ใบ ดอกใดก็ได้ เรียงสูงสุดคือ A K Q J T เรียงต่ำสุดคือ 5 4 3 2 A

ตอง (Three of a kind)

ไพ่ที่มีแต้มเท่ากัน 3 ใบ เช่น 666K9

2 คู่ (Two pair)

มีคู่ 2 คู่ เช่น JJ884

 1 คู่ (One pair)

ไพ่ที่มี 1 คู่  เช่น AA268, 33K59

ไพ่สูง (High card)

ไพ่ที่เรียงไม่ได้ตามรูปแบบข้างบนทั้งหมด จะให้นับไพ่ใบที่สูงที่สุด  ดูจากใบที่ 1 และ 2 ถ้ายังเท่ากัน ผู้เล่นทั้งสองฝั่งต้องแบ่งเงินกองกลาง